วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่5 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์2558

 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.... หรือ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นหนึ่งใน "ชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัล 10+3 ฉบับ" ที่คณะรัฐมนตรีอนุมติหลักการไปแล้วด้วยเหตุผลว่าเพื่อรองรับ “การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล” 
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะพบปัญหาจากการบังคับใช้หลายประเด็น เช่น การนำมาใช้กับความผิดด้านความมั่นคงมากกว่าความผิดเกี่ยวกับการเจาะระบบ การกำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการไว้กว้างเกินไปทำให้เกิดบรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเอง การตีความมาตรา 14(1) เพื่อใช้กับการหมิ่นประมาทออนไลน์ซึ่งผิดเจตนารมณ์ 
ประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์อย่างมาก และกฎหมายไม่ได้ถูกนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือ เพื่อแก้ปัญหาการกระทำความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ หรือการฉ้อโกงหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต 
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ จึงมุ่งแก้ไขหลายประเด็น ดังนี้
แก้มาตรา 14(1) มุ่งเอาผิดการฉ้อโกง ไม่รวมการหมิ่นประมาทออนไลน์
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14(1) มีวัตถุประสงค์มุ่งเอาผิดการทำเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค หรือ ที่เรียกว่า Phishing และการใช้ไฟล์ปลอมเพื่อแฝงตัวเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากกฎหมายเดิมเขียนเอาไว้ว่า “ผู้ใด... นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ทำให้มาตรานี้ถูกตีความไปใช้ลงโทษการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท หรือการใส่ความกันบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นการบังคับใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ และกระทบต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างมาก
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับนี้จึงแก้ไข มาตรา 14(1) เป็น
           “มาตรา 14 ผู้ใดโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ร่างฉบับแก้ไขกำหนดชัดขึ้นว่าความผิดตามมาตรานี้ต้องเป็นการ “ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคล” ทำให้การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทบนโลกออนไลน์ไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนี้อีกต่อไป หากร่างกฎหมายนี้ถูกประกาศใช้ คดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ในชั้นศาลต้องพิพากษายกฟ้อง และหากมีคดีที่จำเลยกำลังรับโทษอยู่จำเลยจะพ้นโทษทันที
นอกจากนี้ มาตรา 14 ตามร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังกำหนดว่า หากเป็นการนำเสนอข้อมูลเท็จ “ต่อประชาชน” โทษก็จะสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังกำหนดให้ความผิดฐานนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ด้วย
เข้มงวดเรื่อง “ภาพโป๊เด็ก” จัดทำ-เผยแพร่-ครอบครอง โทษคุกหกปี
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 ไม่มีความผิดเฉพาะเกี่ยวกับภาพลามกอนาจารของบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมรับกันในระดับสากล ดังนั้น ร่างแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จึงเพิ่มประเด็นนี้ให้ชัดเจน โดยเขียนเป็นมาตรา 16/1
นอกจากจะมุ่งลงโทษการกระทำที่เป็นการ “นำเสนอหรือจัดให้มี” “แจกจ่ายหรือโอนถ่าย” และ “จัดหามาให้” ซึ่งรูปภาพลามกอนาจารแล้ว ยังกำหนดว่าการ “จัดทำ” เพื่อการแจกจ่ายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือการ “ครอบครอง” เพื่อวัตถุประสงค์แห่งการค้าหรือเพื่อหากำไร ก็เป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิดหกปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท 
ข้อสังเกตประการแรก ต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในประเด็นนี้ คือ หากมีการจับกุมบุคคลที่จัดทำรูปภาพลามกอนาจาร หรือตรวจพบว่ามีการครอบครองรูปภาพลามกอนาจาร ก็ยากที่จะพิสูจน์เจตนาได้ว่ารูปภาพเหล่านั้นมีไว้เพื่ออะไร การเขียนกฎหมายให้การครอบครองหรือการมีไว้เป็นความผิด ย่อมเสี่ยงต่อการใช้กฎหมายไปกลั่นแกล้งจับกุมผู้บริสุทธิ์
ข้อสังเกตประการที่สอง คือ คำว่า “ลามกอนาจาร” นั้นยังไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดนิยามไว้อย่างชัดเจน แนวการตีความของศาลฎีกา ไม่ได้พิจารณาว่าโป๊มากน้อยแค่ไหนจึงเข้าข่ายลามกอนาจาร แต่จะพิจารณาว่ารูปภาพมีลักษณะยั่วยุให้เกิดอารมณ์ทางเพศหรือไม่ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าการเผยแพร่รูปภาพของเด็กแรกเกิดที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือรูปภาพการ์ตูน หรือรูปภาพโป๊ที่เกิดจากการตัดต่อ จะเป็นความผิดหรือไม่
ผู้ดูแลเว็บไซต์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม "ขั้นตอนการแจ้งเตือน" 
ตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 ประเด็นความรับผิดของ “ผู้ให้บริการ” เป็นปัญหาใหญ่ เพราะกฎหมายเดิมกำหนดไว้ว่า ผู้ให้บริการที่ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” ให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ที่ดูแลอยู่ ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นการสร้างภาระทางกฎหมายให้ผู้ดูแลเว็บไซต์เป็นอย่างมาก เว็บไซต์หลายแห่งจึงยกเลิกบริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นอย่างเช่น เว็บบอร์ด และต้องคอยเซ็นเซอร์เนื้อหาบนโลกออนไลน์โดยการลบข้อความที่แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับนี้ แม้จะยังกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องรับผิดเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่ก็เพิ่มบทบัญญัติขึ้นมาว่า
           “ถ้าผู้ให้บริการที่พิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” 
สำหรับ “ขั้นตอนการแจ้งเตือน” ตามที่ร่างฉบับนี้เขียนไว้จะมีรายละเอียดอย่างไร และสร้างภาระให้กับผู้ให้บริการในโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหน ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎระเบียบที่จะออกมาในอนาคต จึงยังไม่แน่ชัดว่าร่างฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิมได้หรือไม่
แกะรอยอาชญากร ด้วยข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์
ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 การที่ตำรวจจะสืบหาตัวคนร้ายด้วยการแกะรอยจากข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ ต้องเป็นคนร้ายที่ต้องสงสัยว่ากระทำผิดตาม “พระราชบัญญัตินี้” หรือเป็นความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น หากเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ตัวอย่างเช่น นายพรชัย แชทคุยกับ ด.ญ.สวย แล้วล่อลวงผ่านการแชทพา ด.ญ.สวย ไปทำอนาจาร ตำรวจไม่อาจขอข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อหาว่านายพรชัยเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตจากบริเวณใด เพื่อตามจับตัวนายพรชัยได้
ตามร่างแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กำหนดว่า เจ้าหน้าที่อาจขอข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัยว่า “กระทำความผิดที่มีระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายใด...” หมายความว่าตำรวจอาจแกะรอยผู้ต้องสงสัยด้วยวิธีการขอข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ในกรณีที่เป็นความผิดที่ “มีระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง” ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตจากกฎหมายเดิม ให้รวมไปถึงความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่มีการกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วย
หากร่างกฎหมายนี้ถูกประกาศใช้ กรณี นายพรชัย แชทคุยกับ ด.ญ.สวย แล้วล่อลวงผ่านการแชทพา  ด.ญ.สวย ไปทำอนาจาร ตำรวจสามารถแกะรอยหาตัวนายพรชัย ด้วยวิธีการขอข้อมูลการใช้งานโปรแกรมแชทผ่านผู้ให้บริการได้
แต่หากเป็นกรณี นายพรชัยฆ่าคนตาย โดยวิธีการฆ่าคนไม่ได้มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย ตำรวจก็ยังไม่สามารถอาศัย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แกะรอยหาตัวนายพรชัย ด้วยวิธีการขอข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการได้
นอกจากนี้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังแก้ไขมาตรา 11 กำหนดเรื่องการส่งอีเมล์รวบกวน หรือ การส่งสแปม (Spam) โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับบอกเลิก ให้มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท, แก้ไขมาตรา 12 กำหนดให้การเจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ การดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ เป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหนึ่งปีถึงเจ็ดปี ปรับสองหมื่นถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
ในแง่การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือการ “บล็อคเว็บ” ก็ลดขั้นตอนให้เจ้าหน้าที่ขอคำสั่งศาลอย่างเดียว ไม่ต้องให้รัฐมนตรีเป็นผู้เห็นชอบก่อน และกำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ไว้เป็นเวลาเกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกินสองปีได้ ซึ่งตามกฎหมายเดิมผู้ให้บริการมีหน้าที่เก็บไว้เพียงไม่เกิน 90 วันเท่านั้น

กิจกรรมที่ 2


กิจกรรมที่ 1

ความหมายของโครงงานคอมพิวเตอร์
                            
                            หมายถึง กิจกรรมการเรียนที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถทำโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

ความสำคัญ ขอบข่าย ประเภทของโครงงาน
ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์
     คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุก ๆ สาขาวิชา ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 5 ประเภท คือ

     1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
     2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
     3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
     4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application)
     5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
1.โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
     โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ
        
2.โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
        
     เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในรูปซอฟต์แวร์ ตัวอย่างของเครื่องมือช่วยงาน เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลผลภาษา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราใช้งานในงานพิมพ์ต่าง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งรูปที่ได้สามารถนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้มากมาย สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยในการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ ใช้สำหรับช่วยในการออกแบบสิ่งของต่าง ๆ เช่น โปรแกรมประเภท 3D
        
3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)

     เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง ๆ เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษา แล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสมการ สูตร หรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองทฤษฎีด้วยคอมพิวเตอร์ การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่าง เช่น การทดลองเรื่องการไหลของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาอโรวาน่า ทฤษฎีการแบ่งแยกดีเอ็นเอ เป็นต้น

4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน(Application)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี ซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสร้างใหม่หรือปรับปรุงดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โครงงานลักษณะนี้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้น ๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้วปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ โครงงานประเภทนี้นักเรียนต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาจใช้วิธีทางวิศวกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการพัฒนาด้วย

5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
        
     เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมหมากฮอส เกมการคำนวณเลข ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจเก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปและนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่าง ๆ

อ้างอิง
1. http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning/CAREER_COMPUTER/COMPUTER/M4/ComputerProject/content1.html
2. https://pnamboay.wordpress.com/category

ใบงานที่ 6


ใบงานที่ 6    7 วิชาสามั

7 วิชาสามัญ 59 ปฏิทินสอบ 7 วิชาสามัญ


7 วิชาสามัญ 58 ปฏิทินสอบ 7 วิชาสามัญ
ปฏิทินสอบ GAT/PAT ประจำปีการศึกษา 2559
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดรับสมัครสอบ 7 วิชาสามัญ 58 ระหว่างวันที่ 3-24 พฤศจิกายน 2557 ส่วนรายละเอียดการเปิดรับสมัครสอบ วันสอบ สถานที่สอบ ตลอดจนขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อสมัครสอบเป็นอย่างไรนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ
เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า หรือผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป (ณ วันสอบ)
ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะสมัครสอบวิชาสามัญ 7 วิชา จะต้องศึกษาคุณสมบัติ และเงื่อนไขในการนำผลคะแนนไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse) หรือสถาบันที่ต้องการใช้คะแนนวิชาสามัญ 7 วิชา ก่อนสมัครสอบ ทางเว็บไซต์http://www.cuas.or.th/ หรือเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรง
กำหนดการดำเนินการ
ndirweb2
กำหนดการเปิด-ปิดระบบการรับสมัครสอบ และชำระเงิน
ndirweb3
สทศ. จะจัดสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ได้แก่ วิชาภาษาไทย วิชาสังคมศึกษา วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์  วิชาฟิสิกส์ วิชาเคมี และวิชาชีววิทยา โดยจัดสอบในวันที่ 17-18 มกราคม 2558 เวลาที่ใช้ในการสอบ วิชาละ 1 ชั่วโมง 30 นาที ตามตารางกำหนดการสอบ ดังนี้
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2559
ndirweb4
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2559
ndirweb5
สนามสอบ
 สทศ. เปิดสนามสอบ 7 วิชาสามัญ 57 ใน 42 จังหวัด ดังนี้
ndirweb6
ค่าสมัครสอบ
วิชาละ 100 บาท (ค่าสมัครสอบรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ด้วยแล้ว แต่ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการรับชำระเงิน)
ขั้นตอนการลงทะเบียน และการสมัครสอบ 7 วิชาสามัญ 59
ndirweb7
การนำคะแนนไปใช้
ผลคะแนนสามารถนำไปใช้ยื่น เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อตามเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse) หรือสถาบันที่ต้องการใช้คะแนนวิชาสามัญ 7 วิชา โดยผลคะแนนสามารถนำไปใช้ได้เพียงครั้งเดียวในปีที่ทำการสอบนั้น ๆ
การนำผลคะแนนไปใช้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่ประกาศรับสมัคร สทศ.ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานจัดสอบให้เท่านั้น และจะไม่รับผิดชอบใดๆ หากผู้สมัครสอบไม่สามารถนำคะแนน ไปใช้ในการคัดเลือกในสถาบันอุดมศึกษาได้

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กิจกรรมที่ 1


กิจกรรมที่ 1

ความหมายของโครงงานคอมพิวเตอร์
                            
                            หมายถึง กิจกรรมการเรียนที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถทำโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

ความสำคัญ ขอบข่าย ประเภทของโครงงาน
ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์
     คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุก ๆ สาขาวิชา ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 5 ประเภท คือ

     1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
     2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
     3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
     4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application)
     5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
1.โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
     โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ
         
2.โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
         
     เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในรูปซอฟต์แวร์ ตัวอย่างของเครื่องมือช่วยงาน เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลผลภาษา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราใช้งานในงานพิมพ์ต่าง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งรูปที่ได้สามารถนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้มากมาย สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยในการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ ใช้สำหรับช่วยในการออกแบบสิ่งของต่าง ๆ เช่น โปรแกรมประเภท 3D
         
3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
 
     เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง ๆ เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษา แล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสมการ สูตร หรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองทฤษฎีด้วยคอมพิวเตอร์ การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่าง เช่น การทดลองเรื่องการไหลของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาอโรวาน่า ทฤษฎีการแบ่งแยกดีเอ็นเอ เป็นต้น
 
4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน(Application)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี ซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสร้างใหม่หรือปรับปรุงดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โครงงานลักษณะนี้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้น ๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้วปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ โครงงานประเภทนี้นักเรียนต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาจใช้วิธีทางวิศวกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการพัฒนาด้วย

5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
         
     เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมหมากฮอส เกมการคำนวณเลข ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจเก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปและนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่าง ๆ

อ้างอิง
1. http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning/CAREER_COMPUTER/COMPUTER/M4/ComputerProject/content1.html
2. https://pnamboay.wordpress.com/category

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 4 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์


ช่วงเวลานี้ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีจำนวนมากขึ้น   โดยเฉพาะ Social network ก็ใช้กันแพร่หลาย ในการติดต่อสื่อสารหาเพื่อนๆ ตลอดจนดาราใช้ติดต่อกับแฟนคลับจำนวนมาก ไม่เว้นแบรนด์เอเจนซี โฆษณาต่างๆยังใช้ Social Network ด้วย แต่ก็มีหลายเหตุการณ์ที่คุณอาจไม่ทราบว่า สิ่งที่ทำแบบนี้ อาจทำให้ตนเองทำผิด พรบ คอมพิวเตอร์ ปี 2550 ด้วย ซึ่งตอนนี้มีผลบังคับใช้ในไทยแล้ว ณ เวลานี้
statute-offense-compute-crime-2550พรบ.คอมพิวเตอร์ปี 50 ( พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ) เริ่มบังคับใช้เมื่อ 10 มิถุนายน 2550  จนถึงเวลานี้ก็บังคับใช้มาถึง 6 ปีแล้ว ซึ่งมีหลายมาตรา ที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีได้ เช่น
การกระทำ โพสต์ ข้อมูลปลอม ข้อมูลเท็จ  อย่างกรณีของอดีตเณรคำที่มีการโพสต์ข้อความแสดงอิทธิฤทธิ์อวดอ้างผ่านทางเว็บไซต์ให้คนหลงเชื่อ  หรือ ให้ข้อมูลเท็จ ที่จะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ประชาชนตื่นตระหนก , โพสข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ลามก อนาจาร
ซึ่งกรณีทั้งหมดนี้ ผิด พรบ.คอม มาตรา 14 ระบุไว้ว่า  “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) “

อีกกรณีที่ต้องระวังสำหรับผู้ใช้คอ Social Network    โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ เจออะไร ขอกดแชร์ หรือส่งต่อ เช่นได้ข้อความมาใน Line, หรือทาง Facebook  , Twitter เจอปุ๊บ share ปั๊บ หรือส่งต่อให้กับเพื่อนๆ ทั้งทาง Line หรือทางอีเมล โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าข้อความนั้น จริงรึเปล่า….? หากเผลอแชร์ทันที ทั้งๆเป็นข้อมูลเท็จ  การกระทำลักษณะแบบนี้ ผิด พรบ.คอมพิวเตอร์  ซึ่งหากตรวจสอบว่าผิดจริง ผู้แชร์ก็อาจถูกดำเนินคดี ได้ และอาจถึงขั้นจำคุก หรือปรับ
อ.ปริญญา หอมอเนก ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการธุรกรรมอิเลคทรอนิกส์  ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า ก่อนส่งต่อ หรือแชร์ ลองตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าเนื้อหานี้จริงหรือไม่  เพราะถ้าคุณส่งข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น หรือต่อความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลลามก อนาจาร ตามข้อมูลที่มีความผิดตาม พรบ คอม ที่กล่าวไปแล้วนี้…..คุณก็จะมีความผิดในมาตรา 14 วรรค 5 (เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม ข้อมูลเท็จ )      โดนด้วย!….รับโทษเหมือนกัน

อีกเรื่องที่เจอบ่อย คือการตัดต่อภาพที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายแล้ว เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต อันนี้  มีความผิดตามมาตรา 16   ระบุไว้ว่า
“ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
สำหรับผู้ให้บริการ ก็ต้องระวัง หมั่นดูแลข้อมูลต่างๆที่คนอื่นโพสทิ้งไว้ในเว็บเราด้วย เช่นพวกเว็บบอร์ด กระทู้ หรือ คาความเห็นต่างๆ  เพราะมีคนมาโพสต์ข้อความ โพสต์รูปที่ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย หรือภาพอนาจาร  มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน แล้วคุณเพิกเฉย ปล่อยให้มี การกระทำนั้น คุณก็จะ  มีความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ ในมาตรา 15   ข้อหาสนับสนุน ยินยอมให้คนอื่นเผยแพร่ข้อมูลที่กระทบให้ผู้อื่นเดือดร้อน เสียหาย กระทบความมั่นคงของรัฐ และอื่นๆตามที่ พรบ.คอม มาตรา 14 ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่เริ่มใช้ พรบ.คอม ช่วงแแรกๆด้วย   มีเว็บมาสเตอร์ถูกจำคุกมาแล้ว ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แต่ตรวจสอบพบ เนื้อหาที่ผิด พรบ.คอม ก็โดนติดคุกได้เช่นกัน และมีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ให้บริการโฮสด้วย
พรบ.คอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตต้องรู้ และปฏิบัติให้อยู่ในกฎหมาย ด้วย หากกระทำผิด พรบ. คุณก็จะถูกดำเนินคดี จำคุก และปรับ ได้ ซึ่งคุณอ้างไม่ได้ว่าคุณไม่รู้!!!  เพราะคุณคือผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย พรบ.คอมพิวเตอร์  

ใบงานที่ 3 บทความสารคดี



       ...วุ้นตาเสื่อม อันตรายไม่รู้ตัว!



   เส้นสีดำที่ลอยไปลอยมาในลูกตาบ่อยๆ นี่คืออะไร?


คุณรู้สึกปวดตา และมองเห็นเป็นจุดดำหรือเส้นสีดำลอยไปลอยมาหรือเปล่า แล้วจะรู้สึกรำคาญมากเลยใช่มั๊ยที่ต้องมองเห็นอยู่บ่อยๆ แบบนั้น 
รู้อะไรมั๊ย? นั่นน่ะอาการที่เป็นสัญญาณบอกถึง “โรควุ้นในตาเสื่อม” และสิ่งที่เราเห็นลอยอยู่ตรงหน้าเรานั่น ที่จริงแล้วมันอยู่ภายในลูกตาของเราต่างหาก
       
ายในลูกตาของคนเราจะมีน้ำวุ้นตา (vitreous humor) บรรจุอยู่ ซึ่งน้ำวุ้นตานี้มีส่วนประกอบเป็นน้ำประมาณ 99% ที่เหลืออีก 1% จะเป็นโปรตีน,Hyaluronic acid,Collagen ตลอดจนสารเกลือแร่ (Electrolyte) ต่างๆ ซึ่งสารเหล่านี้อาจเรียงตัวกันเป็นเส้นใยบางๆ และอาจพบเซลล์ได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งทำให้น้ำวุ้นตามีลักษณะหนืดๆ 

โรควุ้นในตาเสื่อมหรือ “Vitreous floater” เป็นภาวะที่เกิดตะกอนภายในลูกตา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนสภาพของวุ้นตาที่อยู่ภายในลูกตา เป็นภาวะที่น้ำวุ้นตาเสื่อมและหดตัว (Vitreous syneresis) กล่าวง่ายๆ คือในสภาวะปกติ น้ำวุ้นในลูกตาจะมีลักษณะใสๆ หนืดๆ คล้ายไข่ขาวอยู่หน้าต่อจอตา (Retina) แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสารน้ำ ทำให้เกิดตะกอนของโปรตีนล่องลอยอยู่ภายในลูกตา ซึ่งตะกอนที่เกิดขึ้นนั้น หากล่องลอยอยู่ในดวงตาโดยทั่วไปตามขอบๆ ของดวงตา ก็จะไม่แสดงอาการอะไร แต่หากตะกอนลอยไปมาอยู่ในบริเวณตกกระทบของแสงที่ผ่านจอตา จึงจะมีอาการเกิดขึ้น
อาการที่เราเห็นเป็นเส้นใยสีดำ หรือจุดดำเล็กๆ เคลื่อนที่ไปมาตามการมองของเรานั้นเรียกว่า โฟลตเตอร์ (Floater) จะมองเห็นมากขึ้นเวลาที่มองที่ผนังสีขาว หรือมองท้องฟ้า หรือในบางคนอาจเห็นเป็นแสงแฟลช ซึ่งเกิดจากการที่วุ้นตาหดตัวและแยกตัวจากจอตา (Vitreous detachment) ส่งผลให้เกิดแรงดึงรั้งที่ผิวของจอตา ซึ่งจะกระตุ้นให้เห็นคล้ายแสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพ หรือเห็นเป็นฟ้าแลบในตา โดยอาการนี้ก็จะหายเองได้เมื่อวุ้นตาหลุดลอกออกจากจอตาสมบูรณ์แล้ว แต่ในบางรายการดึงรั้งของวุ้นตาที่จอตานี้ก็อาจทำให้เกิดภาวะจอตาหลุดลอก(retinal detachment) ด้วย อาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ ดังนั้นจึงควรรีบพบจักษุแพทย์
 โดยทั่วไปแล้วอาการวุ้นในตาเสื่อมไม่อันตรายมาก สามารถดำเนินกิจวัตรในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อาจจะยังคงมองเห็นจุดดำลอยไปมาแต่ไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ เนื่องจากสมองจะเรียนรู้และละเลยภาพเหล่านั้นไปเอง และทำให้เรามองเห็นมันลดลงได้ ส่วนแสงแฟลชจะค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุดเช่นกัน
แต่ไม่ใช่ว่าพอทราบว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เป็นอันตรายก็ไม่สนใจ อย่างน้อยจุดดำหรือเส้นสีดำ รวมไปทั้งแสงแฟลชที่ลอยไปลอยมานั่นก็เป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะวุ้นในตาเสื่อม ถึงอย่างไรเราก็ควรสังเกตอาการของตนเองเพิ่มเติมด้วย เพราะหากมีอาการมองเห็นจุดลอยมากขึ้น มีแสงคล้ายแสงแฟลชตลอดเวลา เริ่มเห็นเป็นม่านบังดางตา หรือสายตามัวลง ก็ควรรีบไปปรึกษาจักษุแพทย์ เพราะอาจเกิดจากสาเหตุที่เป็นอันตรายและต้องได้รับการรักษา อาทิเช่น เบาหวานขึ้นตา (Diabetic retinopathy), การเกิดผลึกของแคลเซียมในวุ้นตา(Asteroid hyalosis), การอักเสบภายในดวงตา (Endophthalmitis) ตลอดจนการอักเสบจากอุบัติเหตุมีบาดแผลทำให้ดวงตาทะลุ เป็นต้น
หลายคนอาจสงสัยว่า ใครบ้างที่จะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของภาวะวุ้นในตาเสื่อม แน่นอนอยู่แล้วอาการแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คนที่อาจมีความเสี่ยงมาก ส่วนใหญ่จะเป็นในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีสายตาสั้นมากๆ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อดวงตา รวมไปถึงผู้ที่จ้องจออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานานๆ ซึ่งส่งผลให้จอตาทำงานหนัก จนอาจทำให้วุ้นตาเสื่อมก่อนเวลาได้

รู้แบบนี้แล้วนักท่องอินเตอร์เน็ตทั้งหลายควรดูแลดวงตาของตัวเองให้มากขึ้น พักเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สักทุกชั่วโมง บริหารสายตาบ้าง ทานอาหารที่บำรุงสายตา รวมไปทั้งออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าลืมว่าดวงตาของเรามีอยู่คู่เดียวนะ
ว่ากันว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถ้าไม่ดูแลปล่อยให้หน้าต่างพัง แล้วใครจะมองเห็นหัวใจของเราล่ะ? ง่อวววว

ที่มาข้อมูลwww.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/903_1.pdf 
www.eye.go.th/retina.html 
www.randeye.com/spots-before-your-eyes/ 
www.allaboutvision.com/conditions/spotsfloats.htm 
haamor.com/th/วุ้นตาเสื่อม

ใบงานที่ 2 ความรู้เรื่อง Blog

ใบงานที่ 2 ใบงานความรู้เกี่ยวกับ Blog

ใบงานที่ 2 ใบงานความรู้เกี่ยวกับ Blog นาย ณัฐภัทร วงค์ชัย ม.6/12 เลขที่ 26

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ความหมายของ Blog หรือ Weblog

Blog มาจากศัพท์ คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog)
Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถแตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจ และจุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง และในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้นผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaqเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจากการเขียนเป็นงานอดิเรกของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูลตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนกระทั่งเรื่องราวของ การประชุมระดับชาติ จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง

ประโยชน์ของ web blog 
               Blog มีไว้เพื่อตอบสนองตัณหาของเจ้าของ blog ถึงแม้ว่า blog จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกัน แต่ blog แต่ละแห่งจะมีบุคลิกเฉพาะตัว แตกต่างกันไปเหมือนบุคลิก บาง blog แค่เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน บาง blog เกาะติดข่าว บาง blog คุยเรื่องการเมืองหรือปรัชญา จงนั้นอาจแบ่งประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน ซึ่งอาจจะแจกแจงได้ดังนี้

          1.เปิดตัวเองให้โลกรู้ เรื่องของ blog มักเป็นเรื่องราวของเจ้าของ blog เป็นการเล่าประสบการณ์หรือความคิดของเจ้าของ เป็นการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของเจ้าของ blog เป็นการระบายความเคลียดอีกทางหนึ่ง

          2.ทันข่าวทันเหตุการณ์ ประสบการณ์บางคนก็เป็นข่าวเห็นอีกหลายคนได้ ข่าวจาก blog หลายแห่งเป็นข่าววงใน บางคนเล่าเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่เจอมา หลาย blog พูดถึงแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ

          3. กลั่นกรองข้อมูล blog บาง blog จะมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำลง blog ทำให้ผู้อ่าน blog ไม่ต้องเสียเวลาในการกลั่นกรองข้อมูล เพราะมีการนำเสนอข้อมูลหรือมีไกด์ในการท่องเว็บ

          4. รายงานการท่องเว็บ เป็นวัตถุประสงค์หลักที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ blog หลาย blog มีการลิงก์ไปยังเว็บที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน blog ซึ่งเป็นการแนะนำว่าเว็บไหนดีก็ไปที่เว็บนั้น

          5. การแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความในใจของเรื่องต่างๆ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ หรือการบ่นที่ทุกคนมีอยู่ในใจ การทำ blog เป็นช่องทางถ่ายทอดความคิดเห็นให้คนอื่นรับรู้

          6. ถ่ายทอดประสบการณ์ หรือไดอะรี่ออนไลน์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือเป็นการเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว

          7. โน้มน้าวใจผู้อ่าน ลักษณะนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่กรณีแบบนี้เป็นการขายความคิด อย่าง blog สำหรับคอการเมืองอาจจะมีฝ่ายซ้าย - ฝ่ายขวา,สายเหยี่ยว ­- สายพิราบ จะพบว่าเนื้อหาจะเป็นการโพสต์โจมตีฝ่ายตรงข้าม แล้วก็สนับสนุนแนวความคิดของตนเอง 
  
ข้อดีและข้อเสียของ Blog
ข้อดี - มีอิสระที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆ (ที่ไม่ไปก้าวล่วงบุคคลอื่น และไม่ผิดกฎกติกาของผู้ให้บริการ Blog)
- เปิดโอกาสให้เจ้าของ Blog ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าชมและโต้ตอบกลับได้อย่างอิสระ
- ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านภาษาโปรแกรมต่างๆ
- หากพอมีความรู้ด้านภาษาเว็บพื้นฐาน (HTML) จะสามารถช่วยทำให้เข้าไปแก้ไข Source Code ได้
เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบ Template ของ Blog ตามต้องการ
- สามารถใช้ Blog ในการทำธุรกิจหารายได้ จากการโปรโมทสินค้าหรือบริการ
- สามารถใช้สร้างเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้
- ใช้งานได้ฟรี!! ไม่เสียค่าใช้จ่าย (ยกเว้นต้องการจด Domain Name เป็น .com .net .org .info)
- มี Template ให้เลือกใช้มากมาย (ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน)
- Server มีความเสถียรสูง ปัญหาในด้านความช้า หรือ Server ล่ม พบน้อยมาก
  
ข้อเสีย
- ฟังก์ชั่นและลูกเล่นต่างๆ ยังมีน้อยหากเทียบกับเว็บไซด์ที่สร้างเองหรือเว็บไซด์สำเร็จรูป
- แม้มีรูปแบบ Template ให้เลือกใช้มากมายแต่โครงสร้างเว็บก็ยังคงค่อนข้างตายตัว
- เนื่องจากเป็นบริการให้ใช้ฟรี หากเราทำผิดกฎของผู้ให้บริการ Blog เราจะถูกแบน และมีโอกาส
ถูกลบ Blog ได้ (แต่ถ้าไม่ได้ทำผิดกฎอะไร ก็อยู่ได้อย่างยาวนานจนกว่าผู้บริการจะเลิกให้บริการ)

  
Blog ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ทำBlog เป็นเว็บไซด์ส่วนตัว เพื่อแชร์ข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้อื่นๆ เช่น บันทึกไดอารี่
เขียนBlog เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ นำเสนอสิ่งที่ตนเองรู้ หรือสิ่งที่ตนเองสนใจ เพื่อแบ่งปันให้กับผู้อื่น
สร้างBlog ทำเป็นเว็บไซด์เพื่อใช้ในการโปรโมทธุรกิจ ร้านค้า บริการต่างๆ
ใช้Blog ในการทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ (E-Commerce)
- นอกจากนี้ Blog ยังเป็นช่องทางหนึ่งที่นิยมใช้กับเพื่อหารายได้จาก Internet Marketing