วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่5 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์2558

 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.... หรือ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นหนึ่งใน "ชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัล 10+3 ฉบับ" ที่คณะรัฐมนตรีอนุมติหลักการไปแล้วด้วยเหตุผลว่าเพื่อรองรับ “การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล” 
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะพบปัญหาจากการบังคับใช้หลายประเด็น เช่น การนำมาใช้กับความผิดด้านความมั่นคงมากกว่าความผิดเกี่ยวกับการเจาะระบบ การกำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการไว้กว้างเกินไปทำให้เกิดบรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเอง การตีความมาตรา 14(1) เพื่อใช้กับการหมิ่นประมาทออนไลน์ซึ่งผิดเจตนารมณ์ 
ประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์อย่างมาก และกฎหมายไม่ได้ถูกนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือ เพื่อแก้ปัญหาการกระทำความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ หรือการฉ้อโกงหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต 
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ จึงมุ่งแก้ไขหลายประเด็น ดังนี้
แก้มาตรา 14(1) มุ่งเอาผิดการฉ้อโกง ไม่รวมการหมิ่นประมาทออนไลน์
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14(1) มีวัตถุประสงค์มุ่งเอาผิดการทำเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค หรือ ที่เรียกว่า Phishing และการใช้ไฟล์ปลอมเพื่อแฝงตัวเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากกฎหมายเดิมเขียนเอาไว้ว่า “ผู้ใด... นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ทำให้มาตรานี้ถูกตีความไปใช้ลงโทษการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท หรือการใส่ความกันบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นการบังคับใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ และกระทบต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างมาก
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับนี้จึงแก้ไข มาตรา 14(1) เป็น
           “มาตรา 14 ผู้ใดโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ร่างฉบับแก้ไขกำหนดชัดขึ้นว่าความผิดตามมาตรานี้ต้องเป็นการ “ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคล” ทำให้การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทบนโลกออนไลน์ไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนี้อีกต่อไป หากร่างกฎหมายนี้ถูกประกาศใช้ คดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ในชั้นศาลต้องพิพากษายกฟ้อง และหากมีคดีที่จำเลยกำลังรับโทษอยู่จำเลยจะพ้นโทษทันที
นอกจากนี้ มาตรา 14 ตามร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังกำหนดว่า หากเป็นการนำเสนอข้อมูลเท็จ “ต่อประชาชน” โทษก็จะสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังกำหนดให้ความผิดฐานนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ด้วย
เข้มงวดเรื่อง “ภาพโป๊เด็ก” จัดทำ-เผยแพร่-ครอบครอง โทษคุกหกปี
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 ไม่มีความผิดเฉพาะเกี่ยวกับภาพลามกอนาจารของบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมรับกันในระดับสากล ดังนั้น ร่างแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จึงเพิ่มประเด็นนี้ให้ชัดเจน โดยเขียนเป็นมาตรา 16/1
นอกจากจะมุ่งลงโทษการกระทำที่เป็นการ “นำเสนอหรือจัดให้มี” “แจกจ่ายหรือโอนถ่าย” และ “จัดหามาให้” ซึ่งรูปภาพลามกอนาจารแล้ว ยังกำหนดว่าการ “จัดทำ” เพื่อการแจกจ่ายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือการ “ครอบครอง” เพื่อวัตถุประสงค์แห่งการค้าหรือเพื่อหากำไร ก็เป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิดหกปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท 
ข้อสังเกตประการแรก ต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในประเด็นนี้ คือ หากมีการจับกุมบุคคลที่จัดทำรูปภาพลามกอนาจาร หรือตรวจพบว่ามีการครอบครองรูปภาพลามกอนาจาร ก็ยากที่จะพิสูจน์เจตนาได้ว่ารูปภาพเหล่านั้นมีไว้เพื่ออะไร การเขียนกฎหมายให้การครอบครองหรือการมีไว้เป็นความผิด ย่อมเสี่ยงต่อการใช้กฎหมายไปกลั่นแกล้งจับกุมผู้บริสุทธิ์
ข้อสังเกตประการที่สอง คือ คำว่า “ลามกอนาจาร” นั้นยังไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดนิยามไว้อย่างชัดเจน แนวการตีความของศาลฎีกา ไม่ได้พิจารณาว่าโป๊มากน้อยแค่ไหนจึงเข้าข่ายลามกอนาจาร แต่จะพิจารณาว่ารูปภาพมีลักษณะยั่วยุให้เกิดอารมณ์ทางเพศหรือไม่ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าการเผยแพร่รูปภาพของเด็กแรกเกิดที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือรูปภาพการ์ตูน หรือรูปภาพโป๊ที่เกิดจากการตัดต่อ จะเป็นความผิดหรือไม่
ผู้ดูแลเว็บไซต์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม "ขั้นตอนการแจ้งเตือน" 
ตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 ประเด็นความรับผิดของ “ผู้ให้บริการ” เป็นปัญหาใหญ่ เพราะกฎหมายเดิมกำหนดไว้ว่า ผู้ให้บริการที่ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” ให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ที่ดูแลอยู่ ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นการสร้างภาระทางกฎหมายให้ผู้ดูแลเว็บไซต์เป็นอย่างมาก เว็บไซต์หลายแห่งจึงยกเลิกบริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นอย่างเช่น เว็บบอร์ด และต้องคอยเซ็นเซอร์เนื้อหาบนโลกออนไลน์โดยการลบข้อความที่แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับนี้ แม้จะยังกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องรับผิดเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่ก็เพิ่มบทบัญญัติขึ้นมาว่า
           “ถ้าผู้ให้บริการที่พิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” 
สำหรับ “ขั้นตอนการแจ้งเตือน” ตามที่ร่างฉบับนี้เขียนไว้จะมีรายละเอียดอย่างไร และสร้างภาระให้กับผู้ให้บริการในโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหน ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎระเบียบที่จะออกมาในอนาคต จึงยังไม่แน่ชัดว่าร่างฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิมได้หรือไม่
แกะรอยอาชญากร ด้วยข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์
ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 การที่ตำรวจจะสืบหาตัวคนร้ายด้วยการแกะรอยจากข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ ต้องเป็นคนร้ายที่ต้องสงสัยว่ากระทำผิดตาม “พระราชบัญญัตินี้” หรือเป็นความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น หากเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ตัวอย่างเช่น นายพรชัย แชทคุยกับ ด.ญ.สวย แล้วล่อลวงผ่านการแชทพา ด.ญ.สวย ไปทำอนาจาร ตำรวจไม่อาจขอข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อหาว่านายพรชัยเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตจากบริเวณใด เพื่อตามจับตัวนายพรชัยได้
ตามร่างแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กำหนดว่า เจ้าหน้าที่อาจขอข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัยว่า “กระทำความผิดที่มีระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายใด...” หมายความว่าตำรวจอาจแกะรอยผู้ต้องสงสัยด้วยวิธีการขอข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ในกรณีที่เป็นความผิดที่ “มีระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง” ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตจากกฎหมายเดิม ให้รวมไปถึงความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่มีการกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วย
หากร่างกฎหมายนี้ถูกประกาศใช้ กรณี นายพรชัย แชทคุยกับ ด.ญ.สวย แล้วล่อลวงผ่านการแชทพา  ด.ญ.สวย ไปทำอนาจาร ตำรวจสามารถแกะรอยหาตัวนายพรชัย ด้วยวิธีการขอข้อมูลการใช้งานโปรแกรมแชทผ่านผู้ให้บริการได้
แต่หากเป็นกรณี นายพรชัยฆ่าคนตาย โดยวิธีการฆ่าคนไม่ได้มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย ตำรวจก็ยังไม่สามารถอาศัย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แกะรอยหาตัวนายพรชัย ด้วยวิธีการขอข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการได้
นอกจากนี้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังแก้ไขมาตรา 11 กำหนดเรื่องการส่งอีเมล์รวบกวน หรือ การส่งสแปม (Spam) โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับบอกเลิก ให้มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท, แก้ไขมาตรา 12 กำหนดให้การเจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ การดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ เป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหนึ่งปีถึงเจ็ดปี ปรับสองหมื่นถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
ในแง่การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือการ “บล็อคเว็บ” ก็ลดขั้นตอนให้เจ้าหน้าที่ขอคำสั่งศาลอย่างเดียว ไม่ต้องให้รัฐมนตรีเป็นผู้เห็นชอบก่อน และกำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ไว้เป็นเวลาเกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกินสองปีได้ ซึ่งตามกฎหมายเดิมผู้ให้บริการมีหน้าที่เก็บไว้เพียงไม่เกิน 90 วันเท่านั้น

กิจกรรมที่ 2


กิจกรรมที่ 1

ความหมายของโครงงานคอมพิวเตอร์
                            
                            หมายถึง กิจกรรมการเรียนที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถทำโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

ความสำคัญ ขอบข่าย ประเภทของโครงงาน
ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์
     คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุก ๆ สาขาวิชา ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 5 ประเภท คือ

     1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
     2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
     3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
     4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application)
     5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
1.โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
     โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ
        
2.โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
        
     เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในรูปซอฟต์แวร์ ตัวอย่างของเครื่องมือช่วยงาน เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลผลภาษา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราใช้งานในงานพิมพ์ต่าง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งรูปที่ได้สามารถนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้มากมาย สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยในการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ ใช้สำหรับช่วยในการออกแบบสิ่งของต่าง ๆ เช่น โปรแกรมประเภท 3D
        
3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)

     เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง ๆ เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษา แล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสมการ สูตร หรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองทฤษฎีด้วยคอมพิวเตอร์ การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่าง เช่น การทดลองเรื่องการไหลของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาอโรวาน่า ทฤษฎีการแบ่งแยกดีเอ็นเอ เป็นต้น

4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน(Application)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี ซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสร้างใหม่หรือปรับปรุงดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โครงงานลักษณะนี้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้น ๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้วปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ โครงงานประเภทนี้นักเรียนต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาจใช้วิธีทางวิศวกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการพัฒนาด้วย

5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
        
     เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมหมากฮอส เกมการคำนวณเลข ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจเก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปและนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่าง ๆ

อ้างอิง
1. http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning/CAREER_COMPUTER/COMPUTER/M4/ComputerProject/content1.html
2. https://pnamboay.wordpress.com/category

ใบงานที่ 6


ใบงานที่ 6    7 วิชาสามั

7 วิชาสามัญ 59 ปฏิทินสอบ 7 วิชาสามัญ


7 วิชาสามัญ 58 ปฏิทินสอบ 7 วิชาสามัญ
ปฏิทินสอบ GAT/PAT ประจำปีการศึกษา 2559
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดรับสมัครสอบ 7 วิชาสามัญ 58 ระหว่างวันที่ 3-24 พฤศจิกายน 2557 ส่วนรายละเอียดการเปิดรับสมัครสอบ วันสอบ สถานที่สอบ ตลอดจนขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อสมัครสอบเป็นอย่างไรนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ
เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า หรือผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป (ณ วันสอบ)
ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะสมัครสอบวิชาสามัญ 7 วิชา จะต้องศึกษาคุณสมบัติ และเงื่อนไขในการนำผลคะแนนไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse) หรือสถาบันที่ต้องการใช้คะแนนวิชาสามัญ 7 วิชา ก่อนสมัครสอบ ทางเว็บไซต์http://www.cuas.or.th/ หรือเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรง
กำหนดการดำเนินการ
ndirweb2
กำหนดการเปิด-ปิดระบบการรับสมัครสอบ และชำระเงิน
ndirweb3
สทศ. จะจัดสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ได้แก่ วิชาภาษาไทย วิชาสังคมศึกษา วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์  วิชาฟิสิกส์ วิชาเคมี และวิชาชีววิทยา โดยจัดสอบในวันที่ 17-18 มกราคม 2558 เวลาที่ใช้ในการสอบ วิชาละ 1 ชั่วโมง 30 นาที ตามตารางกำหนดการสอบ ดังนี้
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2559
ndirweb4
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2559
ndirweb5
สนามสอบ
 สทศ. เปิดสนามสอบ 7 วิชาสามัญ 57 ใน 42 จังหวัด ดังนี้
ndirweb6
ค่าสมัครสอบ
วิชาละ 100 บาท (ค่าสมัครสอบรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ด้วยแล้ว แต่ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการรับชำระเงิน)
ขั้นตอนการลงทะเบียน และการสมัครสอบ 7 วิชาสามัญ 59
ndirweb7
การนำคะแนนไปใช้
ผลคะแนนสามารถนำไปใช้ยื่น เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อตามเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse) หรือสถาบันที่ต้องการใช้คะแนนวิชาสามัญ 7 วิชา โดยผลคะแนนสามารถนำไปใช้ได้เพียงครั้งเดียวในปีที่ทำการสอบนั้น ๆ
การนำผลคะแนนไปใช้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่ประกาศรับสมัคร สทศ.ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานจัดสอบให้เท่านั้น และจะไม่รับผิดชอบใดๆ หากผู้สมัครสอบไม่สามารถนำคะแนน ไปใช้ในการคัดเลือกในสถาบันอุดมศึกษาได้